
จากคาดการณ์ความต้องการใช้เหล็กของประเทศจะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2027ขณะที่หน่วยงานระดับภูมิภาคเข้มงวดมาตรการควบคุมความปลอดภัยสำหรับเหล็กก่อสร้าง
ทางการฟิลิปปินส์ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัท Davao Mighty Steel Corp. ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทาง Facebook โดย Presidential Anti Organized Crime Commission : PAOCC
PAOCC ระบุในแถลงการณ์ว่า สำนักงานสืบสวนแห่งชาติ (National Bureau of Investigation: NBI) ของประเทศได้เริ่มดำเนินการสอบสวนหลังจากได้รับรายงานว่า บริษัท Davao Mighty Steel "ผลิตและจำหน่ายเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (reinforcing steel bars) ที่ไม่ได้มาตรฐาน"
คณะกรรมาธิการระบุเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างเหล็กเสริมคอนกรีตของบริษัท Davao Mighty Steel จำนวน 4 จาก 8 ตัวอย่างที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด ไม่ผ่านเกณฑ์บังคับด้านความคลาดเคลื่อนของน้ำหนักตามมาตรฐานแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (Philippine National Standards)
PAOCC ระบุว่า ปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนำโดย NBI ณ โรงงานของบริษัท Davao Mighty Steel ในเมืองดาเวาบนเกาะมินดาเนา ยังตรวจพบไอโซโทปกัมมันตรังสีในเหล็กเส้นและวัสดุอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังระบุด้วยว่า ทั้งบริษัทและเจ้าหน้าที่ของบริษัทไม่มีใบอนุญาตสำหรับการจัดการวัสดุกัมมันตรังสี
ทาง Davao Mighty Steel ยังไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในทันทีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการสอบสวน Davao Mighty Steel หลังจากมีการตรวจพบเหล็กเส้นที่ประทับตรา Davao Mighty Steel ในซากอาคารที่พังถล่มลงมาภายหลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในภูมิภาคมินดาเนาเมื่อเดือนมิถุนายน
การที่ฟิลิปปินส์เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มความต้องการใช้เหล็กที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น โดย Philippine Iron and Steel Institute คาดการณ์ว่า ปริมาณการบริโภคเหล็กของฟิลิปปินส์อาจพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.1 ล้านตันในปี 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.7% จากตัวเลขคาดการณ์ที่ 10.5 ล้านตันในปี 2026 ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากการที่รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งระดับชาติที่จะมีขึ้นในปี 2028
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเหล็กก่อสร้าง โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สภาเหล็กและเหล็กกล้าแห่งอาเซียน (ASEAN Iron and Steel Council) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลในภูมิภาคกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นต่อเทคโนโลยีเตาหลอมแบบ Induction Furnace ที่ใช้ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว
ในเดือนมิถุนายน ประเทศไทยมีคำสั่งให้ โรงงานเหล็ก 4 แห่งหยุดดำเนินการ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยทางการได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานเหล็กที่ใช้เทคโนโลยีเตาหลอมแบบ Induction Furnace สืบเนื่องจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มลงมาเมื่อเดือนมีนาคม 2025 อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา
ในอีกกรณีหนึ่ง ทาง NBI ระบุว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม ได้ยึดผลิตภัณฑ์เหล็กสำเร็จรูปที่มีสารกัมมันตรังสีและไม่ได้มาตรฐาน มูลค่ากว่า 3,000 ล้านเปโซ (48.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเชื่อว่าผลิตโดยบริษัท Chuangxing Steel Inc. ในจังหวัดปัมปังกา ทั้งนี้โดยทาง Chuangxing Steel ยังไม่สามารถติดต่อเพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้ทันที ณ วันที่ 17 สิงหาคม